พาไปจุดแลนด์มาร์กริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไอคอนสยาม

เชื่อว่าหลายคนคงจะรู้จักกับไอคอนสยามกันมาบ้างแล้ว

เพราะมีการเปิดตัวกันสุดอลังการ ถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในกรุงเทพ ที่อยู่ติดกับริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งกินเนื้อที่ในการสร้างมากถึง 525,000 ตารางเมตรเลยที่เดียว ซึ่งต้องบอกเลยว่าหากใครมาเที่ยวที่ไอคอนสยามครั้งแรกคงมีหลงกันบ้านเพราะความกว้างใหญ่ ซึ่งจะมีทั้งหมด 4 อาคารด้วยกันและแต่ละอาคารก็มีความแตกต่างกันรวมถึงมีการตกแต่งสไตส์ที่ไม่เหมือนกันทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวที่ไหนจะไม่รู้สึกเบื่อกับการที่จะเดินอยู่ในที่ไอคอนสยามแห่งนี้เลย และถึงแม้ว่าจะมาหลายครั้งแต่เชื่อเถอะว่าเดินยังไงก็คงเดินได้ไม่ครบทุกจุดเพราะทีนี่มีการแบ่งออกเป็นอาคารไอคอนสยาม

ที่จะเปิดเป็นร้านขายของกิน และร้านขายเสื้อผ้าเรียกได้ว่าอาคารไอคอนสยามคือศูนย์รวมของแห่งช็อปปิ้งที่สาวสาวทุกคนใฝ่ฝัน มีทั้งหมด 11 ชั้นด้วยกัน โดยมีการตกแต่งสีออกทองทอง ดำดำ ให้ความรู้สึกหรูหรามีระดับ ส่วนอาคารไอคอนลักซ์ ที่นี่จะเน้นขายสินค้าที่มีราคาแพง  พวกสินค้าแบรนด์เนม เหมาะกับพวกดาราและไฮโซที่มีเงินเยอะเยอะมาเดินช็อปปิ้ง และอาคารที่สามคือ แม็กโนเลียส์ วอเตอร์ฟรอนท์ เรสซิเดนซ์ ตรงนี้จะเป็นคอนโดที่พักที่หรูหรามีระดับ ราคาแพงมาก

แต่ก็เหมาะสมกับบริการที่จะได้รับ โดยทีนี่จะมีทั้งหมด 70 ชั้นด้วยกัน และอาคารสุดท้ายคือ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล ที่พักที่เป็นแบบห้องชุด เรียกได้ว่าเป็นห้องที่โครตหรูหรา แถมยังได้เห็นวิวสวยสวยของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งที่นี่มีจำนวน 146 ห้องโดยมีความสูงอยู่ที่ 52 ชั้น และที่ห้องพักแห่งนี้การันตีความแพง ว่าเป็นห้องพักที่แพงมากที่สุดในกรุงเทพเลยค่ะ

และหากใครที่สนใจจะเดินทางมาเที่ยวที่ไอคอนสยามนี้ สามารถขับรถยนต์ส่วนตัวมาก็ได้ หรือจะนั่งรถไฟฟ้าก็สะดวกดี หรือหากใครที่อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศ นั่งเรือมาเที่ยวที่นี่ก็ยังได้นะคะ ที่นี่จะอยู่ตรงโค้งริมแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ฝั่งเดียวกับฝั่งธนบุรี บริเวณรอบรอบของไอคอนสยามก็จะมีโรงแรม ร้านค้าแห่งท่องเที่ยวอื่นอื่นอีกมากมาย

เรียกได้ว่าไอคอนสยามเป็นไข่มุกที่อยู่ตรงกลางเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวเลย และหากใครจะมาเที่ยวที่นี่ก็สามารถมาได้ตามเวลาห้างเปิดปกติ สำหรับที่นี่จะมีอาหารของทั้งสี่ภาคของประเทศมารวมตัวกันเปิดร้านอาหารให้คนได้มาลองชิมกัน และยังมีร้านอาหารที่เป็นอาหารของประเทศต่างต่างก็มีอยู่ด้วย เช่นประเทศญี่ปุ่น และจุดที่ต้องแนะนำเลยคือที่นี่ในเวลาช่วงค่ำค่ำจะมีการเปิดระบำไฟที่สวยงามอลังการเป็นอย่างมาก ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวแห่งความภาคภูมิใจของไทย

พาเที่ยววัดคู่บ้านคู่เมือง

พาเที่ยววัดคู่บ้านคู่เมือง  วัดพระศรีรัตนศาสดาราม  

หากพูดถึงวัดที่เป็นวัดที่เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองอยู่คู่กับประเทศไทยมานานหลายทศวรรตแล้วละก็เชื่อว่าทุกคนแม้แต่เด็กตัวเล็กเล็กก็ยังรู้จักวัดแห่งนี้  นั่นก็คือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่ประชาชนชาวไทยเกือบแทบทุกคนมักจะเรียกกันแบบสั้นสั้นว่า วัดพระแก้วมรกต ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แห่งนั้นนอกจากจะเป็นศูนย์รวมจิตใจของทุกคนชาวไทยแล้ว

อยากเป็นวัดที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อีกด้วย เนื่องจากที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามแห่งนี้จะมีลักษณะของตัววัดที่มีศิลปะที่สวยสดงดงาม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนต่างก็รู้จักเป็นอย่างดี และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปถึงตลาดประเทศ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แห่งนี้ถือเป็นแลนด์มาร์ก ที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมเดินทางมาท่องเที่ยวเพื่อชมความงามของศิลปะของไทยกัน

นอกจากที่นี่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้ผู้คนพากันเข้ามากราบไหว้ขอพร พระแก้วมรกตได้แล้ว ที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามแห่งนี้ยังถือว่าเป็นวัดพระอารามหลวงชั้นพิเศษ โดยจะมีพื้นที่วัดอยู่ใกล้กับพระบรมมหาราชวังซึ่งหากใครที่ต้องการที่จะเข้าไปทำความเคารพสักการะพระแก้วมรกตจะต้องมีการกำหนดเงื่อนไขต่างต่างมากมาย ทั้งเรื่องการแต่งกายที่ต้องแต่งกายให้สุภาพ หากใครใส่ขาสั้นหรือใส่เสื้อสายเดี่ยวเข้ามาจะไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าไปภายในบริเวณวัด

ซึ่งที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามแห่งนี้นักท่องเที่ยวจะสามารถเข้าไปชมความงามของวัดได้ ในช่วงเวลา 08.30-16.30 น. เท่านั้นโดยส่วนใหญ่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปไหว้พระแก้วมรกตได้ทุกวันยกเว้น หากทางพระบรมมหาราชต้องการประกอบพิธีราชมงคลต่างต่างก็จะมีการประกาศงดการเข้าเยี่ยมชม และข้อห้ามอีกเรื่องที่นักท่องเที่ยวต้องทำตามกฎของวัดก็คือ เวลาที่ถ่ายรูปภาพห้ามใช้แฟรชเป็นอันขาด สำหรับประวัติของ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีประวัติเล่าต่อกันมาว่า มีการสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามแห่งนี้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1  ซึ่งพระองค์ทรงสร้างพร้อมกับตอนที่สร้างพระบรมมหาราชวัง

โดยต้องการใช้พื้นที่เดียวกันในการสร้าง ซึ่งในตอนนั้นพระบรมมหาราชวังมีพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 152 ไร่กับอีก 2 งาน ดังนั้นรัชกาลที่ 1 จึงได้ทรงตรัสให้สร้างพระราชฐานทั้งชั้นใน , ชั้นกลาง ,ชั้นนอก และทรงโปรดให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม รวมอยู่ในพื้นที่ด้วย เพราะในสมัยโบราณ พระมหากษัตรมักจะนิยมชอบสร้างวัดประจำตัวพระองค์เอาไว้สำหรับไปทำบุญ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยแล้วส่วนใหญ่ก็หวังจะได้เข้ามากราบขอพระพระแก้วมรกตกันสักครั้งในชีวิต ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต้องการที่จะมาเยี่ยมชมความงดงามของวัดนั่นเอง

เที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

เยี่ยมชมความงามของน้ำตกผากล้วยไม้ เหวสุวัต

          หากใครที่ชื่นชอบการเที่ยวน้ำตก และชอบความสวยงามของดอกไม้ อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่อยากจะแนะนำให้ลองไปเที่ยวกันดู นั่นก็คือ น้ำตกผากล้วยไม้ เหวสุวัต  ซึ่งน้ำตกแห่งในจะอยู่ในบริเวณพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

สภาพของน้ำตกที่นี่โดยรอบแล้วจะเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ดังนั้นที่นี่จึงอากาศเย็นสบายไม่ร้อนเพราะได้ร่มเงาจากต้นไม้  สำหรับป่าในเขตน้ำตกผากล้วยไม้นี้จะเป็นลักษณะอากาศชื้นตลอดทั้งปี

สำหรับที่นี่นอกจากเราจะได้มาชมความงดงามของน้ำตกที่มีความสูงประมาณ 10 เมตรโดยจะมีน้ำไหลลงมากจากหน้าผาที่สูง โดยน้ำที่ไหลลงมาจะมีความเชี่ยวกราดตก ลงมากระทบกับหินซึ่งมีวางเรียงรายลดหลั่นกันไป ทั้งหินก้อนเล็กและใหญ่ และอีกหนึ่งความงามที่นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ต่างก็ประทับใจกันมากก็คือ กล้วยไม้ซึ่งจะออกดอกหลากหลายสีสัน 

และมีหลากหลายสายพันธ์ที่เมื่อเราเดินมาจะเห็นกล้วยไม้เหล่านี้ขึ้นตามหน้าผาและตามกิ่งไม้ ยิ่งหากนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวที่น้ำตกผากล้วยไม้ในช่วงเดือนเมษายนแล้วละก็ จะเห็นดอกกล้วยไม้ พันธ์หวายแดงที่จะมีลักษณะของดอกเป็นช่อยาวยาวสีแดง เต็มบริเวณพื้นที่ป่าแห่งนี้เลยที่เดียว และยอดมีดอกไม้ชื่อแปลกที่จะขึ้นแทรกตามระหว่างหินและดิน

โดยเราจะพบเห็นดอกชนิดนี้ได้เฉพาะในช่วงฤดูฝน เรียกว่าดอกพิศวง สำหรับน้ำตกแห่งนี้นักท่องเที่ยวจะต้องใช้เวลาในการเดินทางเข้ามาเพื่อชมความงดงามของน้ำตกนานสักหน่อยโดยต้องเดินเท้าเข้ามาประมาณ 2 ชั่วโมง

ซึ่งการเดินทางเข้าไปเที่ยวชมน้ำตกผากล้วยไม้นั้น อากาศไม่ร้อนและได้ความร่นรื่นของต้นไม้และบรรยากาศเย็นสบายสามารถเดินสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปได้เต็มปอด ซึ่งตลอดการเดินทางจะมีป้ายคอยบอกทางเพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวหลงป่า 

และหากใครที่ชอบศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติของป่า ต้นไม้และสัตว์ป่า มาที่นี่จะไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะที่นี่เป็นป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์และเมื่อเดินทางไปถึงน้ำตกคุณก็จะพบกับสายน้ำใส เวลาเอามาจุ่มลงไปจะให้ความรู้สึกที่เย็นสบาย นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาที่ผากล้วยไม้ส่วนใหญ่จะเน้นมาเดินป่าเพื่อชมความงดงามของป่ามากกว่าที่จะเน้นการมาเล่นน้ำตก

เพราะเมื่อมาถึงที่น้ำตกหลายคนก็มักจะนักพักผ่อนเพื่อชมความงดงามของน้ำตกแต่ไม่ค่อยจะลงเล่นน้ำกันสักเท่าไหร่ และหากอยากมาชมความอุดมสมบูรณ์ของป่ามากที่สุดและต้องการเห็นต้นไม้ ชนิดแปลกแปลกควรมาหน้าฝนแต่อาจจะต้องระวังตัวทาก เวลาเดินเท้าเข้ามาที่น้ำตกด้วย

สิ่งที่น่าสนใจและควรทำเมื่อไปเที่ยวโอซาก้าประเทศญี่ปุ่น

โอซาก้า หนึ่งในจังหวัดหลักสำคัญของประเทศญี่ปุ่นนอกจากกรุงโตเกียว

และยังเป็นจังหวัดที่คุ้มค่าที่จะไปท่องเที่ยวเมื่อมีแพลนจะไปทัวร์ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย เพราะโอซาก้าเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมดั้งเดิม ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ รวมไปถึงอาหารอันเลิศรส พิพิธภัณฑ์มากมาย แกลอรี่ศิลปะ และสวนสนุกที่สามารถใช้เวลากับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงได้ แล้วในจังหวัดที่น่าหลงใหลแห่งนี้มีสิ่งที่น่าสนใจอะไรให้ทำบ้างมาดูกัน

  1. ไปเยี่ยมชมปราสาทโอซาก้า เป็นปราสาทที่สร้างมาตั้งแต่ ค.ศ. 1931 แต่เดิมมีบางส่วนของปราสาทถูกทำลายไปแต่ก็ได้มีการบูรณะใหม่จนแล้วเสร็จในหลายปีต่อมา ยิ่งไปกว่านั้นยังใช้แรงงานคนในการสร้างกว่า 100,000 คน ถึงแม้ว่าปราสาทโอซาก้าจะไม่ใช่แบบดั้งเดิมแต่ก็ยังเป็นปราสาทที่น่าประทับใจ เพราะมีสถาปัตยกรรมที่งดงามและภายในปราสาทยังเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมประวัติศาสตร์ของโอซาก้าที่มีถึง 8 ชั้นด้วยกัน
  2. ทัวร์พิพิธภัณฑ์คามิกาตะอุคิโยเอะ ถ้าอยากจะลองเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมในโอซาก้าแล้วล่ะก็ การมาที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แล้วเรียนรู้เกี่ยวกับอุคิโยเอะแบบดั้งเดิม (งานศิลปะประเภทภาพพิมพ์จากบล็อคไม้)ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ซึ่งเป็นทางเลือกที่เหมาะมากๆกับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบในการทำกิจกรรมเกี่ยวกับงานศิลปะ
  3. ชมความงามของศาลเจ้าสุมิโยชิ ศาลเจ้าสุมิโยชิเป็นศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงและยังเป็นหนึ่งในศาลเจ้าแบบชินโตที่เก่าแก่ที่สุดไม่ใช่แค่ในโอซาก้าแต่ในประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นยังถือเป็นศาลเจ้าแบบชินโตที่สวยมากอีกด้วย เพราะรูปแบบโครงสร้างที่โดดเด่น ถึงแม้ศาลเจ้าแห่งนี้จะสร้างมานานกว่า 1,800 ปีแล้ว และภายในศาลเจ้ายังมีสวน สะพาน และบ่อน้ำ ให้เดินเล่นชมความงดงามได้อีกด้วย
  4. ออกไปเดินเล่นที่โดทงโบริและชินไซบาชิ นักท่องเที่ยวคนไหนเมื่อได้มาที่โอซาก้าแล้วล่ะก็ยังไงก็ต้องมาที่โดทงโบริและชินไซบาชิแน่นอน เพราะถือเป็นย่านที่ดีที่สุดในโลกเลยทีเดียว ที่โดทงโบริและชินไซบาชินั้นเต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ และร้านค้ามากมายทั้ง ร้านเสื้อผ้า ร้านหมวก ร้านกระเป๋า ร้านเครื่องสำอาง ร้านขายยา ร้านหนังสือ หรือแม้แต่ร้านซีดี จะไปเดินเล่นตอนสายๆก็ดี บ่ายๆก็ดี หรือค่ำๆก็ไม่เลวเลยทีเดียว
  5. ดูสัตว์น้ำที่พิพิธภัณฑ์ไคยูคัง เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และภายในพิพิธภัณฑ์มีด้วยกันถึง 8 ชั้นที่จัดแสดงโชว์สัตว์น้ำมากมาย เช่น ฉลามวาฬ นาก ปลาโลมา เต่า และฯลฯ ที่พิพิธภัณฑ์ยังมีอุโมงค์ที่ยาวกว่า 9 เมตร ให้นักท่องเที่ยวได้ชมความสวยงามของสัตว์น้ำหลายชีวิตที่แหวกว่ายอยู่รอบๆตัว
  6. ลองกินอาหารท้องถิ่น โอซาก้าถือเป็นอีกจังหวัดที่ถือว่าเป็นสวรรค์ของอาหารเลยทีเดียวล่ะ โดยเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักในการกิน โดยเมื่อมาถึงโอซาก้าแล้วยังไงๆทุกคนก็ต้องมากินโอโคโนมิยากิ หรือ แพนเค้กญี่ปุ่น และยังมี บัตเตระซูชิ ซึ่งก็คือซูชิอัดไม้ รวมไปถึง คุชิคาซึ ที่เป็นของเสียบไม้ทอด ที่ใครๆได้กินก็ชอบทุกคน นับเป็นอาหารท้องถิ่นที่ไม่ควรพลาดเลย

สถานที่เที่ยวเด็ดๆที่เรานั้นจะต้องไปให้ได้

สำหรับสาวๆคนไหนเป็นคนชอบถ่ายรูปเซลฟี่ละก็จะต้องไม่พลาดกับสิ่งที่เราจะนำมาเสนอเหล่านี้เป็นอย่างแน่ เพราะถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่มีวิวสวย ซึ่งเหมาะแก่คู่รักหรือเหมาะกับสาวๆที่ชอบในการถ่ายรูปเช็คอินเป็นอย่างมาก

สถานที่เด็ดที่เรานั้นจะต้องไปให้ได้นั่นก็คือ

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

แต่เดิมมีชื่อว่า “สวนพฤกษศาสตร์แม่สา” ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เป็นสวนพฤกษศาสตร์ประจำภาคเหนือของเหล่าชาวไทย ต่อมาหน่วยงานสวนพฤกษศาสตร์ได้รับพระราชทานพระราชานุญาต จากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ให้ใช้ชื่อสวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้โดยมีชื่อว่า “สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” ที่นี่มีสภาพโดยทั่วไปเป็นที่ราบรวมทั้งที่สูงสลับกันเป็นชั้นๆในระดับ 300-970 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ลักษณะการจัดและตกแต่งสวนจะแบ่งพันธุ์ไม้ตามวงศ์แล้วก็ความเหมาะสมของสภาพพื้นที่รวบรวมพันธุ์ไม้ทั้งในของประเทศและต่างประเทศนั่นเองโดยเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการถ่ายรูปและที่ต้องการศึกษาเกี่ยวกับพันธุ์ไม้นานาชนิด

น้ำตกรักจัง หรือ น้ำตกผาดอกเสี้ยว ดอยอินทนนท์

สำหรับน้ำตกผาดอกเสี้ยว หรือน้ำตกรักจังนั้น ตั้งอยู่บ้านแม่กลางหลวง ในเขตที่เป็นของอุทยานแห่งชาติของดอยอินทนนท์ โดยน้ำตกผาดอกเสี้ยวนั้นมีทั้งหมด 10 ชั้นด้วยกันแต่ว่าไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องไปเยือนเป็นชั้นที่ 7 เนื่องจากสายน้ำจากน้ำตกชั้นบนไหลตกลงมากระทบด้านล่าง มีความสูงราว 20 เมตร สวยงามตระการตามากส่วนสาเหตุของชื่อน้ำตกผาดอกเสี้ยวนั้นก็มาจากชื่อต้นเสี้ยวซึ่งเป็นไม้เด่นบริเวณน้ำตกนั้นเอง

อุทยานผาช่อ

เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นสถานที่เที่ยวธรรมชาติของจังหวัดเชียงใหม่ ผาช่อ เป็นการเกิดตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาจากการกัดเซาะของลมฝน กระทั่งทำให้แผ่นดินที่มีความเชื่อกันว่าเมื่อหลายร้อยปี หรือพันปีนั้นสำหรับบริเวณรอบๆแถวนี้ เคยเป็นทางที่แม่น้ำปิงไหลผ่านโดยจะมีเหล่าบรรดาพวกตะกอนของแม่น้ำปิงนั้นได้มีการก่อตัวทับถมกันเป็นชั้นๆ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าจึงทำให้มีการถูกกัดเซาะจนกลายเป็นหน้าผานั่นเอง และจะเห็นเสาดินที่มีรูปร่างที่แปลกตานั้นมีรูปร่างเหมือนกับแพะเมืองผีในจังหวัดแพร่หรือฝั่งต้าในจังหวัดพะเยา โดยจะมีรูปร่างดูสวยงามและมีขนาดใหญ่มากเพราะมีความสูงราว 30 เมตรอีกด้วย

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาตินั้นเราอาจจะมองไม่เห้นในสิ่งที่เป็นความสวยงามของมัน แต่สำหรับใครที่ชื่นชอบธรรมชาติก็ควรที่จะเดินทางไปมากเพราะล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่วยงามมาก ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ไหนก็ตามหรืออาจจะเป็นสถานที่ที่เรามาแนะนำนี่ก็ด้วย หากลองไปเชื่อได้ว่าจะต้องติดใจอย่างแน่นอน

เที่ยวคนเดียวแบบวิถีคนโสด

เที่ยวคนเดียวแบบวิถีคนโสดเป็นอย่างไร

สำหรับในการท่องเที่ยวใช่ว่าเราจะต้องไปแบบเป็นกลุ่มหรือหมู่คณะเสมอไป เพราะการท่องเที่ยวก็คือการพักผ่อน ในขณะที่เรานั้นโสดอยู่อยากถามว่าใครจะไปเป็นเพื่อน เราเองเคยลองชวนเพื่อนไปเที่ยวกับเราแล้วนะปรากฏว่าบางคนแฟนก็ไม่ยอมให้ไป บางคนจะเอาแฟนไปด้วยแต่แฟนก็ไม่ว่างสักที และในบางคนก็ติดงานลาไม่ได้ ซึ่งเรานั้นก็มองว่าตัวของเราเองนั้นก็ไปคนเดียวได้ดิ จะต้องรอใครอีกละในเมื่อไม่มีใครว่างงั้นเราลองไปคนเดียวดูสักครั้งคงไม่เป็นไรหรอกมั้งว่าแล้วก็นึกแพลนเลยละกันไปไหนดี

สำหรับคนที่ยังไม่เคยไปไหนคนเดียวแล้วจะลองหัดไปดูบ้างนั้น ในครั้งแรกเราขอแนะนำอย่าไปที่ไกลจนเกินไป เพราะในความคิดกับชีวิตจริงมันอาจจะแตกต่างก็ได้ ซึ่งบางคนที่ไม่เคยไปไหนมาไหนคนเดียวอาจจะมีความคิดที่กลัวก็ได้เช่นกันดังนั้นควรเลือกใกล้ๆก่อนก็ดีนะ

ทริปท่องเที่ยวกาญจนบุรีด้วยวิธีคนโสด

ก่อนอื่นเลยเราจะต้องเดินทางไปที่สถานีรถไฟเพื่อทำการเดินทาง ซึ่งนั้นก็คือสถานีธนบุรี ซึ่งเรานั้นจะต้องเดินทางผ่านเส้นนี้สำหรับคนที่ไม่เคยเดินทางแนะนำให้มองหน้าต่างนะจะได้นั่งไปมองวิวไปด้วยจะได้ไม่เบื่อ สำหรับการนั่งรถไฟนั้นจะมีคนขายอาหารด้วยและขอบอกว่าราคาไม่แพงอย่างที่เราคิดนะจ๊ะ นั่งไปเรื่อยๆมองข้างทางเผลอแปปเดียวก็ถึงกาญจนบุรีแล้ว ใช้เวลาเพียงแค่ 2-3 ชั่วโมงในการเดินทางเอง เร็วกว่าที่คิดเนอะ

ที่กาญนั้นมีนักท่องเที่ยวเยอะเหมือนกันนะส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติด้วย ถือว่าเจอประสบการณ์ใหม่พอตัวเลยแหละยิ่งคนที่ไม่เคยมาอย่างเรานี้คงจะรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยอาจจะเยอะกว่าเราก็ได้นะอ่อต้องบอกว่าหากเราจะไปนอนค้างคืนที่กาญจะต้องทำการจองที่พักเสียก่อนนะจะได้ไม่เสียเวลาเพราะหากเดินหาที่พักคงรู้สึกแย่ไม่น้อยตัวคนเดียวในเมืองกาญหรืออาจจะเปิดแอพต่างๆเพื่อเป็นการจองที่พักก็ได้นะเพราะมันมีให้เลือกจองแล้วจะได้ไม่เสียเวลาในการท่องเที่ยวดังนั้นหากสำหรับคนที่เดินทางไปกลับก็ต้องรีบหน่อยนะเดียวจะค่ำเอา เพราะมุมในการถ่ายรูปส่วนใหญ่นั้นสวยงามอยู่เยอะเหมือนกัน แต่สำหรับบุคคลที่มานอนค้างที่นั้นล่ะก็ยังมีเวลาอีกเยอะเพราะสถานที่ท่องเที่ยวของกาญมีเยอะจริงๆแถมในเวลากลางคืนก็มีผับหรือร้านนั่งชิวๆให้พักผ่อนลองเปลี่ยนบรรยากาศเที่ยวต่างถิ่นดูบ้าง ดูการใช้ชีวิตของคนอื่นและดูในการเลือกเดินทางในแต่ละสถานที่ดูสิว่ามันจะสนุกแค่ไหน