สถานท่องเที่ยวหน้าฝนที่ไม่ควรไป 

เชื่อกันว่าสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆล้วนแล้วแต่น่าไปด้วยกันทั้งสิ้นแต่บางทีเราก็จะต้องดูด้วยว่าสถานที่เหล่าไหนที่เรานั้นไม่ควรไปเพราะว่ามีบางสถานที่ที่มันไม่น่าจะไปเลยก็มีจากอะไรเรามาดูกันเลย

สถานที่ท่องเที่ยวที่ในฤดูฝนเรานั้นไม่ควรที่จะไป นั่นก็คือการเดินป่า

สำหรับการเดินป่าล้วนแล้วแต่ทำให้ ใครต่อใครคลายเครียดได้แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการเดินไปในหน้าฝนนั้นมันอันตรายยิ่งนักซึ่งมันเป็นสถานที่ที่คุณไม่ควรไปเป็นอย่างมาก เรารู้อยู่แล้วว่าคุณชอบแต่ว่าสาเหตุหลักๆที่มันไม่ควรไปก็ไม่เหมือนกันนะอย่างเช่นสิ่งต่างๆเหล่านี้ 

การเดินป่าหน้าฝนทำให้เป็นอันตรายต่างๆโดยมีดังต่อไปนี้ 

อันตรายต่อการเดินทางหน้าฝนนั่นก็คือทำให้พื้นดินนั้นลื่นซึ่งก่อให้เกิดอันตรายยิ่งนักโดยคุณสามารถเดินทางได้แต่ว่าหากเจอดินที่มันทำให้คุณรื่นได้นั่นก็เท่ากับว่ามันเป็นอันตรายอย่างยิ่งเพราะคุณไม่รู้เลยว่าคุณอาจจะประสบอุบัติเหตุอะไรเหล่านั้นและในป่า ล้วนแล้วแต่มีสัตว์ต่างๆที่น่ากลัวอยู่เหมือนกันดังนั้นทำให้การเดินทางของคุณในหน้าที่มันอับชื้นค่อนข้างที่จะอันตรายจนเกินไปไม่ไหวอาจจะเป็นตัวทากหรือตัวต่างๆนานาก็ตามที่ชอบน้ำชอบความชื้นสัตว์มีพิษเหล่านั้นมันจะออกมาและนั่นทำให้การเดินทางของคุณค่อนข้างที่จะลำบากนอกจากจะต้องคอยหลบสัตว์ต่างๆเหล่านั้นแล้วคุณอย่างที่จะต้องระวังเกี่ยวกับพื้นดินที่อาจจะทำให้คุณเดินลื่นล้มได้

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่สามารถเดินทางได้นะเพียงแค่คุณจะต้องระวังให้มากขึ้นจากเดิมที่เคยเดินทางเพราะว่าถ้ามันไม่ใช่ฤดูฝนแล้วพื้นดินเหล่านั้นมันค่อนข้างที่จะแห้งและทำให้คุณเดินได้ง่ายหรือต้นไม้ใบหญ้าต่างๆเหล่านั้นอาจจะมีการเหี่ยวแห้งทำให้เราสามารถมองเห็นสัตว์ต่างๆหรือสัตว์ที่มีพิษร้ายแรงได้ง่ายขึ้น 

สิ่งที่คุณควรจะทำ ในการเดินป่าในช่วงหน้าฝนนั่นก็คือการเตรียมตัวให้พร้อมไม่ว่าจะเป็นรองเท้าที่สามารถเกาะพื้นทางเดินได้ดีและยังต้องมีชุดที่คุมให้ดีอีกด้วยเพราะว่ากันทากต่างๆเข้ามาเกาะกินดูดเลือดของคุณได้นั่นเองสิ่งที่น่ากลัวสำหรับอุณหภูมิที่มีการเปลี่ยนชื่อนั่นก็คือสัตว์ต่างๆที่มีพิษดังนั้นคุณจะเตรียมอุปกรณ์สำหรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเกี่ยวกับสัตว์ที่มีพิษเหล่านั้นติดกระเป๋าไปด้วย

แต่ทางที่ดีนะคุณควรเลือกเดินทางในขณะที่ไม่ใช่หน้าฝนน่าจะดีกว่าเพราะมันทั้งปลอดภัยและก็เดินทางได้ง่ายกว่าซึ่งเท่ากับว่าคุณควรรอเวลาให้เหมาะสมน่าจะดีที่สุดนะ 

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า rb88

พาเที่ยวเพลาเพลิน  บูติด รีสอร์ท

พาเที่ยวเพลาเพลิน  บูติด รีสอร์ท ที่เที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดบุรีรัมย์ 

         สำหรับที่เพลาเพลิน  บูติด รีสอร์ท แห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่ามาเที่ยวอย่างมาก สำหรับคนที่นิยมกิจกรรมให้ทำหลากหลาย โดยที่นี่จะมีการโปรโมตกันถึงความงามของสวนดอกไม้เมืองหนาวมากมายหลายสายพันธ์ซึ่งใครที่ชอบการถ่ายรูปควรอย่างยิ่งที่จะเดินทางมาเที่ยวกันทีนี่ โดยที่เพลาเพลิน  บูติด รีสอร์ท นั้น

อยู่ใกล้กับตัวเมืองประมาณ 32 กิโลเมตรเท่านั้นขับรถมาแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว ซึ่งนอกจากเราจะได้ภาพถ่ายสวยสวยของทุ่งดอกไม้ที่จะทำให้เรารู้สึกสดชื่นไปตลอดการมาเที่ยวทริปนี้แล้วเรายังจะได้ทำกิจกรรมที่หลากหลายอีกด้วยซึ่งทีนี่จะมีการจัดการโซนให้นักท่องเที่ยวได้มีจุดเที่ยวหลากหลายนอกจากการดูดอกไม้สวยสวยแล้ว โดยที่นี่จะมีการจัดไว้ทั้งหมด 6 โซนด้วยกันนั้นก็คือ

    โซนพันธ์ไม้ที่จะมีนำมาแสดงตามฤดูกาล สำหรับโซนนี้จะเน้นความสวยงามของดอกไม้และมีมุมหลากหลายให้เราเลือกถ่ายรูปได้ตามใจชอบ โซนนี้จะมีการจัดดอกไม้ผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยเรื่อย ยิ่งถ้าเที่ยวที่นี่ในช่วงหน้าหนาวแล้วละก็เราจะได้เห็นดอกไม้เมืองหนาวเต็มไปหมด เช่น ดอกลิลลี่สีขาวค่ะ

    โซนต่อมาเป็นโซนป่าดึกดำบรรพ์  โดยโซนนี้ก็ยังไม่ทิ้งคอนเซ็ปต์ของต้นไม้ เพราะจะมีการจัดแสดงเกี่ยวกับต้นเฟิร์น ที่มีมากมายหลายสายพันธ์แต่จะมีการนำรูปปั้นสัตว์ดึกดำบรรพ์อย่างไดโนเสาร์มาแสดงร่วมด้วยทำให้เราได้มุมถ่ายรูปอีกแบบที่สวยงาม 

    โซนที่สาม  จะเป็นโซนพืชกินแมลง สำหรับโซนนี้จะเป็นโซนที่เราจะไม่ค่อยเห็นกันมากนักสำหรับต้นไม้ประเภทนี้ เพราะโซนนี้จะเป็นโซนที่นำต้นไม้ที่กินสัตว์เป็นอาหารลักษณะของการตกแต่งของโซนนี้จึงจะเน้นสีสันของต้นไม้และมีการจัดวางต้นไม้ลักษณะคล้ายกับผีเสื้อ และเต่า และเน้นการจัดวางรูปปั้นที่มีต้นไม้รอบรอบสวยไปอีกแบบหนึ่งค่ะ

  โซนที่สี่ เป็นโซนของดอกกล้วยไม้ ซึ่งโซนนี้ก็จะมีกล้วยไม้หลากสีสัน สวยงามเต็มไปหมด ตกแต่งด้วยรูปปั้นของกินรี  หากใครที่ชื่นชอบกล้วยไม้พันธ์หายากที่นี่จะมีให้เห็นเต็มไปหมดแถมมุมถ่ายรูปก็สวยงามมากคะ

 โซนที่ห้า โซนพืชทะเลทราย   แน่นอนว่าเมื่อเป็นพืชกลางทะเลทราย การจัดวางคอนเซ็ปต์ของโซนนี้ย่อมจัดออกไปทางแนวอียิปต์ มีทั้งพีระมิด และฟาโรห์ รวมถึงตัวสฟิงซ์ ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ของแนวทะเลทราย พร้อมด้วยต้นกระบอกเพชรมากมายหลายสายพันธ์ 

  โซนที่หก ซึ่งเป็นโซนสุดท้าย โซนนี้จะเป็นโซนพื้นบ้านของชาวอีสานค่ะ เป็นโซนที่จะมีการนำหุ่นรูปปั้นคนอีสานมาสวมใส่เสื้อผ้าที่ผลิตจากชาวอีสานโดยตรง อีกทั้งยังมีกานนำเครื่องมือการทำไร่ ทำนา ของคนในพื้นทีทางภาคอีสานมาแสดงไว้ด้วยและประดับสวนของโซนนี้ด้วยดอกหน้าวัว 

     และนอกจากทั้งหกโซนนี้แล้ว ยังมีไร่สตรอเบอรี่และยังมีทุ่งดอกไม้ที่เป็นดอกคอสมอส ให้นักท่องเที่ยวเดินชมความงามและถ่ายรูปได้อีกค่ะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  rb88

ท่องเที่ยวแลนด์มาร์คแห่งเชียงใหม่

ท่องเที่ยวแลนด์มาร์คแห่งเชียงใหม่  มาเที่ยวดอยอินทนนท์

             หากใครที่มาเที่ยวเมืองเชียงใหม่แล้วไม่ได้มาเที่ยวถึงดอยอินทนนท์เหมือนมาเที่ยวไม่ถึงเชียงใหม่เพราะที่ดอยอินทนนท์นี้เป็น Landmark สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ที่ 1 ที่เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและดอยอินทนนท์นี้ยังมีความสูงที่สูงที่สุดของประเทศไทย นักท่องเที่ยวนิยมพากันเดินทางมาเที่ยวที่ดอยอินทนนท์กันเป็นจำนวนมาก

โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวในแต่ละวันเป็นพันๆคนเพราะต้องการมาชื่นชมความงามของธรรมชาติและมาสัมผัสอากาศที่หนาวเย็นสำหรับดอยอินทนนท์นั้นมีการแต่งตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปีพุทธศักราช 2515 เป็นพื้นที่ที่อยู่บนยอดดอยครอบคลุมดอยหลายดอยในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านมักเรียกดอยอินทนนท์ว่าดอยหลวงหรือมีอีกชื่อหนึ่งว่าดอยอ่างกาต่อมาก็มีการเปลี่ยนชื่อมาเป็นดอยอินทนนท์

หากใครที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่นี่จะใช้ระยะเวลาเดินทางจากตัวเมืองมาถึงดอยอินทนนท์ประมาณ 160 กิโลเมตร ที่นี่จะมีทั้งน้ำตกและต้นไม้พันธุ์ไม้นานาภัณฑ์พี่ดอยอินทนนท์นี้ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการจัดแต่งให้มีความสวยงาม เพื่อเอาไว้ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวที่นี่ ยอดดอยเราจะเห็นอาคารที่สร้างไว้อย่างสวยงามรวมถึงมีการจัดสวนจากดอกไม้นานาพันธุ์ที่เป็นไม้พันธุ์หนาวอากาศที่นี่กำลังดีสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความเย็นขึ้นไปบนยอดเขา

แล้วมองลงนาเห็นทิวทัศน์ด้านล่างหรือจะมองออกไปข้างหน้าก็จะเห็นท้องฟ้าที่มีเมฆหมอกสีขาวสวยงามหากใครที่ได้มาเที่ยวที่ดอยอินทนนท์ต่างก็จะหลงใหลในความงดงามที่ราวกับสวรรค์  แต่ที่นี่ทางเจ้าหน้าที่ของทางอุทยานยังได้มีการจัดเตรียมที่พักไว้ให้นักท่องเที่ยวในเช่านอนพักผ่อนเพื่อที่จะได้ขับรถไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ

ในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ต้องรีบเร่งเพราะน้ำตกของที่อุทยานแห่งชาติที่นี่มีหลายที่ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นน้ำตกแม่ยะ น้ำตกแม่กลาง  หรือน้ำตกวชิรธาร และยังมีอีกหลายๆน้ำตกที่ให้นักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวชมความงามของน้ำตกต้นไม้ได้และที่นี่ยังเป็นที่ศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติที่หลายคนมักจะพากันเดินทางมาท่องเที่ยวและพักผ่อนรวมถึงเป็นเส้นทางการศึกษาที่นักศึกษาส่วนใหญ่เดินทางมาชื่นชมธรรมชาติและมาศึกษาเกี่ยวกับพวกพันธุ์ไม้ต่างๆ 

    หากใครที่ชื่นชอบธรรมชาติแนะนำมาเที่ยวที่นี่แล้วจะไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะคุณจะได้สูดโอโซนที่สดชื่น ท่ามกลางธรรมชาติของป่าเขาและดอกไม้ที่สวยงาม   หากวันหยุดยาวไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหนแนะนำว่ามาเที่ยวที่เชียงใหม่และแวะมาเที่ยวที่ดอยอินทนนท์แห่งนี้รับรองจะไม่ผิดหวังแน่นอน

 

สนับสนุนโดย  next88 ทางเข้า

สถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้กับรถไฟฟ้า BTS

           สำหรับสังคมเมืองการเดินทางไปไหนมาไหนส่วนใหญ่จะเน้นการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT และรถไฟฟ้า BTS ดังนั้นวันนี้เราจึงจะมาแนะนำร้านอาหารและเครื่องดื่มที่น่าไปซึ่งเราสามารถนั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศของร้านรวมถึงหามุมถ่ายรูปเก๋ๆสวยๆอีกทั้งยังมีอาหารที่รสชาติแสนอร่อยมาดูกันว่ามีร้านอาหารไหนบ้างที่น่าไปในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

         สำหรับสถานที่แรกแนะนำว่า หากใครที่ชื่นชอบบรรยากาศร้านอาหารที่เน้นความเป็นธรรมชาติมองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นไม้เขียวขจีกลางเมืองกรุงอย่างนี้ที่ซอยสุขุมวิท 46 เรามีร้านอาหารในฝันแบบนี้แนะนำซึ่งสามารถมาที่ร้านนี้ได้ด้วยการนั่งรถไฟฟ้า BTS สถานีพระโขนงบอกเลยว่าแค่เพียงลงสถานีนี้เดินมาไม่ถึง 100 เมตร

คุณก็จะเจอร้าน Niipa Art Complex ที่นี่เปิดเป็นสถานที่ที่ให้ลูกค้าได้มานั่งดื่มด่ำกับกาแฟรสเลิศ และมีเค้กและเบเกอรี่แสนอร่อยที่สำคัญที่ร้านแห่งนี้ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะนั่งในห้องแอร์หรือหากใครอยากตั้งท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นก็สามารถนั่งในโซนของ Outdoor ได้เช่นเดียวกัน

สำหรับที่ร้านแห่ง่นี้จะมีการทำทางเดินเป็นแบบ สกายวอร์ค ให้ลูกค้าได้เดินชมธรรมชาติพร้อมกับถ่ายรูปไปด้วย และยังมีการนำกระจกขนาดใหญ่มากั้น เวลาถ่ายรูปก็จะมีการสะท้อนกับกระจกสวยแปลกตาไปอีกแบบ และที่สำคัญที่นี่ไม่ร้อนเลยเพระต้นไม้เยอะ อากาศดีมากๆเลยค่ะ

       และสำหรับที่เที่ยวแหล่งที่สองที่อยากแนะนำก็คือ ร้าน Craft café  ซึ่งที่ร้านแห่งนี้ ก็สามารถเดินทางมาได้ด้วยการนั่งรถไฟฟ้า BTS  ซึ่งที่ร้าน Craft café  แห่งนี้อยู่ห่างจากร้าน Niipa Art Complex มาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  เดินข้ามถนนมาเยื้องกันนิดหน่อยก็จะเจอร้านนี้ได้ไม่ยากเลยค่ะ ที่ร้านนี้เป็นร้านที่มีการตกแต่งภายในร้านสไตล์วินเทจ ด้านในจะมีการนำจานลวดลายสวยงามมาประดับตกแต่งตามฝาผนัง

แถมยังนำต้นไม้มาห้อยตามชายคาลงมาดูแล้วสวยงามแปลกตาดีมาก แต่ที่แตกต่างจากการตกแต่งร้านนั้นก็เพราะว่า ร้านนี้เป็นร้านขายอาหารของทุกภาย ทั้งภาคเหนือ   ภาคใต้ และภาคกลาง ที่สำคัญ ยังมีการขายอาหารแนว British Breakfast  เอาไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีกด้วย

เรียกได้ว่ากวาดนักท่องเที่ยวทุกชาติและทุกภาคเลยก็ว่าได้ ส่วนรสชาติดของอาหารที่นี่ก็ไม่ธรรมดา จัดได้ว่าถูกปากทั้งสำหรับคนไทยและชาวต่างชาติเลย หากใครอยากเห็นฝรั่งหล่อหล่อ ลองแวะมาทานอาหารที่นี่ดูนะคะ เพลินตาและเพลินใจ และอิ่มท้องมากเลยล่ะค่ะ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  dewabet

การเดินทางไปท่องเที่ยวยังภูทับเบิกเพียงลำพัง

ร้อนพันเรื่องราวบนท้องถนนของนักเดินทางภายใต้การเรียนรู้ที่ไม่มีวันหมดสิ้นผมออกเดินทางเพื่อค้นหาประสบการณ์ เพื่อบางสิ่งที่จะบอกกับตัวเองได้ว่าชีวิตนี้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าแล้ว เราได้ออกเดินทางจากอำเภอเนินมะปรางจังหวัดพิษณุโลก

ซึ่งได้น้ำใจจากพี่ตุ่น ณ เนินมะปรางที่ได้มาส่งพวกเราที่ท่ารถ เพื่อจะเดินทางเข้าสู่อำเภอเมืองช่วงบ่ายของวัน การเดินทางในครั้งนี้ มันเต็มไปด้วยความท้าทายที่มันได้รออยู่ข้างหน้า ซึ่งมันได้เป็นเพลนการเดินทางในรูปแบบที่เรานั้นไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

อย่างไรก็ตามเราก็ได้คิดว่ามันน่าจะเป็นสิ่งที่มันสามารถจะตอบโจทย์ให้กับนักเดินทางมือใหม่อย่างพวกเรา เพื่อได้เข้าสู่เส้นทางการโบกรถไปเที่ยวในครั้งนี้ สำหรับในการเดินทางได้ครั้งนี้ที่ภูทับเบิกจังหวัดเพชรบูรณ์ที่ได้เป็นเป้าหมายของเรา ซึ่งเนื่องจากได้ไปสอบถามกับชาวบ้านมาถึงการเดินทางขึ้นไปยังภูทับเบิก

โดยไม่มีรถส่วนตัวนั้น ได้ความว่าเมื่อถึงนครไทยแล้วก็ให้หารถ โดยสารเพื่อไปส่งยังสามแยกจากนั้นก็ให้โบกรถต่อไปเป็นทอดๆเพื่อที่จะไปถึงยังภูทับเบิก ซึ่งเราได้ฟังดูแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องที่มันจะดูยากอะไรสักเท่าไหร่ แต่สำหรับในวันนี้กว่าเราจะได้เดินทางไปยังถึงนครไทยเราอาจจะไปถึงเกือบหกโมงเย็นแล้ว

และนั่นมันจึงได้เป็นสิ่งที่มันได้ทำให้เราได้หนักใจอยู่ไม่น้อย จากนั้นเราก็ได้เดินทางเข้าสู่นครไทยจากนั้นก็นั่งสามล้อ ซึ่งจะได้เข้าสู่สามแยกแห่งการโบกรถของผมในวันนี้ และในช่วงระยะเวลาของการแบกเป้มาเพียงคนเดียวและพระอาทิตย์ที่มันใกล้จะตกดินซึ่งผมก็ไม่เคยได้รู้จักกับสามแยกนี้มาก่อน 

เนื่องจากนี้การเดินทางตามายแทงที่ได้รับมามันอาจจะดูเหมือนกับว่ามันจะทำให้การเดินทางในวันนี้มันไม่อาจจะที่จะสามารถถอยหลังกลับไปได้เรายังไม่แน่ใจเลยว่าก่อนค่ำคืนนี้เราจะโบกรถได้หรือป่าว ทั้งที่ลุงที่ได้เป็นคนแถวนั้นก็ยังได้บอกและก็ได้เตือนเอาไว้แล้วว่ามันไม่น่าจะมีรถขึ้นไปได้ในระยะเวลานี้ทั้งนี้ร่างกายของเรามันก็ยังได้เต็มไปด้วยความตั้งใจที่มันได้มีอยู่ที่มันได้มีพร้อมกับความเชื่อมั่นว่า อย่าให้ใครได้มาบอกว่าเรานั้น

ทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่กระทั่งตัวเราเอง จากนั้นมาลุงก็ได้ตะโกนเรียกเราว่าให้เลิกโบกรถได้แล้วมาท่องเที่ยวแบบนี้เดี๋ยวมันจะไม่สนุกเอาพรุ่งนี้เช้าเดี๋ยวค่อยมาโบกรถใหม่จากนั้นเราได้เลิกโบกรถและเราก็ได้ฉุกกคิดขึ้นมาในเวลานั้นถึงทิฐิที่เป็นการเอาชนะอุปสรรคที่มันได้เต็มอยู่ข้างในหัวใจของเราจากนั้นมาก็จะมองเห็นได้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงแล้วมันคืออะไรมันไม่ได้เป็นการเอาชนะตัวเองในวันที่รอบข้างไม่สามารถที่จะกำหนดได้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  rb88

ไปเที่ยวอุทยานวังตะไคร้

ที่นี้นั้นมีดอกไม้และต้นไม้สวยงามมากมายตกแต่งประดับประดาไว้ค่ะ ซึ้งที่นี้นั้นได้เคยมีตำนานอยู่ถ้าถามคนที่อาศัยอยู่ที่นั้นนั่นทุกคนจะรู้ดีว่าที่นี้นั้นมีตำนานอยู่ค่ะและวันนี้เราจะมาเล่าตำนานของน้ำตกวังตระไคร้กันค่ะ  เรื่องเล่ามีอยู่ว่า เมื่อก่อนมีนักท่องเที่ยวหลายร้อยคนมาเที่ยวที่น้ำตกเล่นอยู่ดีๆ

จากที่น้ำเป็นสีใสน้ำกลับเปลี่ยนสีเป็นน้ำที่มีสีขุ่นมากมากแต่ก็ไม่มีใครสนใจเลยแม้ว่าเหล่านักท่องเที่ยวจะเห็นว่าน้ำสีขุ่นแต่ก็ยังเล่นต่อไปและไม่สนใจอะไรเลยและสุดท้ายน้ำป่าก็ไหลลงมา( อย่างที่ทุกคนรู้ว่าน้ำป่าไหลเร็วมาก)เนื่องจากน้ำไหลลงมาเร็วมากทำให้เหล่านักท่องเที่ยวหนีไม่ทันทำให้นักท่องเที่ยวทั้งหมดก็ต้องเสียชีวิตลง

เนื่องจากความที่ไม่สนใจตอนที่มีสันญาณว่าน้ำไปจะไหลลงมาจึงทำให้นักท่องเที่ยวต้องตายกันทั้งหมดว่ากันว่าน้ำที่น้ำตกวังตระไคร้นั้นไหลแรงอยู่แล้วทำให้บางทีเราอาจจะล้มลงไปได้และนอกจากนั้นตรงพื้นนั้นจะมีก้อนหินก้อนใหญ่ๆอยู่เต็มไปหมดดังนั้นบางทีเวลาเราล้มลงไปหัวจะฟาดกับก้อนหินค่ะ และว่ากันว่าทุกๆปีจะต้องมีคนที่จะต้องจมน้ำตายเพื่อไปเป็นตัวตายตัวแทนของวิญญาณอีกตนที่เคยตายอยู่แล้ว ที่นี้นั้นถึงแม้ว่าที่นี้จะมีตำนานเช่นนี้แต่ความสวยของน้ำตกกลับตราตรึงใจมากกว่า

ความกลัวดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีตำนานเช่นนี้แต่ทุกคนก็ยังไปเล่นที่น้ำตกวังตระไคร้อยู่ดี ซึ้งน้ำตกที่นี้นั้นน่าไปเล่นมากมากเลยค่ะ และทุกคนเวลาที่จะกระโดดเพื่อที่จะเล่นน้ำก๋ควรจะดูที่พื้นด้วยเพราะถ้าบางทีเรากระโดดลงไปที่น้ำแล้วบางทีหัวของเราอาจจะไปโดนก้อนหินแล้วเสียชีวิตได้ดังนั้นต้องระวังนะคะ จริงๆแล้วน้ำตกนี้เกิดมาจากลำธารสองลำธาร

และหลังจากนั้นลำธารทั้งสองก็ไหลมาบรรจบกันและหลังจากนั้นเมื่อมองดูรวมๆจะเห็นว่าเป็นเหมือน้ำตกค่ะและที่นี้นั้นมีบรรยากาศธรรมชาติทำให้หลายคนตั้งชื่อน้ำตกนี้ว่า “ น้ำตกวังตระไคร้” ค่ะ

ซึ้งส่วนใหญ่ต้นไม้และดอกไม้ที่ขึ้นแถวๆน้ำตกวังตระไคร้นั้นจะเป็นดอกไม้และต้นไม้ที่ชอบน้ำค่ะ ซึ้งต้นไม้ที่ส่วนใหญ่คนจะไปถ่ายรูปด้วยนั้นจะเป็นต้นไม้ที่มีดอกไม้สีชมพูสวยสดสีสันงดงามค่ะ น่าไปมากมากเลยนะคะ ( เวลาจะไปที่นี้หรือไม่ว่าจะน้ำตกที่ไหนอย่าลืมเช็คสภาพอากาศด้วยนะคะ ) ลองไปเที่ยวกันดูนะคะ

เที่ยวใกล้กรุงเทพแบบชิวๆ

สำหรับพิกัดใกล้กับกรุงเทพที่มีสถานที่ไว้ให้เล่นน้ำแบบสุดฟินนั้นเราจะต้องพูดถึงสถานที่เหล่านี้อย่างแน่นอน เพราะมันหนีไม่พ้นกับ เฟื่องฟ้าแสงมณีรีสอร์ทที่เป็นที่พักพร้อมกับสวนน้ำที่เป็นขนาดย่อม และยังมีสีสันที่สดใสมาพร้อมกับสไลสเด้อให้เรานั้นได้สไลท์เล่นกันอย่างสนุกสนานอย่างจุใจ และนอกจากนั้นยังมีกิจกรรมทางน้ำให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาพักได้เล่นกันอย่างสนุกสนานไม่ว่าเป็นเรือพยักหรือล่องเรือยาง แถมบริเวณรอบๆก็ยังมีจุดที่ร่มรื่นน่าเดินทางไปถ่ายรูปอีกเพียบ

หากใครที่ไม่ได้เข้ามาพักที่นี่แต่อยากที่จะแวะมาเล่นน้ำก็สามารถทำได้นะคะเพราะว่ามีการเก็บค่าเข้าเพียงแค่คนละ 20 บาทเพียงเท่านั้นแต่ก็สามารถเล่นน้ำได้ตั้งแต่เช้าจนค่ำ นั้นก็คือเวลาตั้งแต่ 9.00 น.- 17.00 น. เลยแหละคะจะเรียกได้ว่าถ้าหากไม่เหนื่อยหรือยังไม่เปื่อยก็ยังไม่ต้องกลับกันเลยทีเดียว

สำหรับสถานที่แนะนำอีกแห่งนั้นก็คือ Ardea Resort pool villa อัมพวา เพราะว่าที่นี่นอกจากจะมีเรื่องขึ้นชื่อเกี่ยวกับตลาดน้ำแล้วโดยตลาดน้ำนั้นจะมีของกิน ของฝาก ให้เรานั้นได้ไปเลือกช้อปปิ้งกันอย่างจุใจนอกจากนั้นยังมีที่พักที่แสนจะชิวให้เราได้เข้าไปพักอีกด้วย โดยเฉพาะใครก็ตามที่ชอบสถานที่ที่มีสระว่ายน้ำด้วยแล้วละก็ขอแนะนำสถานที่แห่งนี้เลยจ้า เพราะมันเป็นที่พักที่ต้องบอกว่าถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ติดกับริมแม่น้ำของอัมพะวาและละก็แต่ก็เดินเพียงแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น ก็ถึงแม่น้ำแล้วแหละ

สำหรับที่พักนี้บริเวณโดยรอบนั้นเป็นที่พักเก๋ๆและยังมีสระว่ายน้ำผ่านหน้าห้องทุกหลังด้วยกันเลยนะ เพราะเพียงแค่ท่านเปิดประตูออกมาก็สามารถที่จะเล่นน้ำได้ในทันทีหรือถ้าหากใครที่ต้องการเดินทางไปเที่ยวกับตลาดน้ำของอัมพะวาแล้วละก็สามารถทำได้ง่ายๆเพียงแค่ใช้เวลาในการเดินไม่กี่นาทีก็ถึงแล้วแหละ

และสถานที่ต่อไปที่เราจะนำมาฝากนั้นก็คือ Somewhere Koh Sichang สำหรับที่นี่สามารถมาเที่ยวในวันหยุดได้ชิวๆเลยโดยที่แห่งนี้อยู่บนเกาะสีชัง โดยเป็นโรงแรมที่เป็นขนาดไม่ใหญ่นักแต่สำหรับการบริการนั้นต้องบอกว่าไม่แพ้กับการบริการของโรงแรมระดับ 5 ดาวเลยนะเพราะพวกเขานั้นมีการใส่ใจทุกรายละเอียดเลยจริงๆ ทางด้านของการตกแต่งโรงแรมนั้นก็เป็นการตกแต่งงานด้วยสไสต์โคโลเนียว โดยการใช้โทนสีที่เป็นสีขาวและสีฟ้าที่เข้ากับบรรยากาศที่เป็นริมทะเล และไฮไลท์ของมันก็คือสระว่ายน้ำที่มีการแบ่งแยกระหว่างสระของเด็กและสระของผู้ใหญ่โดยที่สามารถเล่นได้อย่างสะใจกันไปเลย แถมเดินทางไม่ทะเลเพียงแค่ไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  dewabet

เดินทางท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ชมจุดชมวิว ณ วัดถ้ำเสือ

ในการเดินทางที่เป็นตัวคนเดียวบนเส้นทางที่เป็นทางเลือกสำหรับนักเดินทางซึ่งไม่ว่าเรานั้นจะเดินทางด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่สำหรับผลลัพธ์จากการเดินทางที่เรานั้นจะได้รับกลับมาอย่างน้อยก็น่าจะทำให้เราได้สัมผัสทางด้านของความหมายที่เป็นของชีวิตโดยสำหรับช่วงหนึ่งของการเดินทางนั้นผมได้ทำการเดินทางเข้าสู่จังหวัดกระบี่ที่เป็นช่วงเวลายามเช้าของวันนั้น

สำหรับวันนั้นถือได้ว่าเป็นวันจันทร์ที่มีหลายคนได้เดินทางเพื่อออกไปเป็นการทำงานแต่ส่วนตัวของผมแล้วผมได้เดินทางเข้าสู่จังหวัดกระบี่ถือได้ว่าเป็นประสบการณ์สำหรับครั้งแรกของผมที่เคยเดินทางมาสำหรับที่แห่งนี้ประมาณน่าจะ 2-3 วันถึงแม้ว่ามันจะเป็นเวลาที่ไม่น้อยเลยแต่มันก็ถือได้ว่าไม่ได้มากจนเกินไป

ในการทำความรู้จักเกี่ยวกับจังหวัดกระบี่นี้ผมมองว่าจังหวัดกระบี่นั้นเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งถือได้ว่าทริปนี้ของผมนั้นผมมองว่าวัดถ้ำเสือเป็นจุดมุ่งหมายแห่งการเริ่มต้นในการเดินทางสำหรับทริปแรกของผมเลยจะเห็นได้ว่าการเดินทางครั้งนี้มันอยู่ไม่ไกลจากสนามบินของกระบี่ค่อยนักผมจึงทำการเดินทางโดยนั่งรถเมล์ซึ่งได้นั่งจากสนามบินจากนั้นก็นั่งต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างเพื่อเป็นการเดินทางเข้าไปสู่วัดแบบง่ายๆ

จะเห็นได้ว่าวัดถ้ำเสือนั้นเป็นวัดที่ค่อนข้างเก่าแก่ซึ่งในอดีตนั้นน่าจะเคยมีเสือได้มาอยู่อาศัยจึงทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้นมักมีการได้ยินเสียงของเสือที่มีการคำรามอย่างดังและเสียงเหล่านี้จะอยู่บริเวณรอบๆปากถ้ำแต่ทว่าในอดีตนั้นก็เริ่มจะมีพระภิกษุและยังมีแม่ชีที่เริ่มเข้ามานั่งสมาธินอกจากนั้นยังมานั่งปฏิบัติธรรมในบริเวณถ้ำแห่งนี้อีกด้วยดังนั้นวัดแห่งนี้จึงมีการเรียกขานเกี่ยวกับวัดว่าวัดถ้ำเสือ

ในการเดินทางมายังวัดถ้ำเสืออันนั้นสำหรับผมแล้วคงไม่ใช่การเดินทางมาไหว้พระหรือมาเพื่อเป็นการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วๆไปแต่ผมมองว่าการเดินทางมาเห็นถ้ำเสือกับตาของผมเองคงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและประทับใจของผมอยู่ไม่น้อยเลยเนื่องจากบรรยากาศรอบๆถ้ำนั้นเงียบสงบและแทบไม่มีกลุ่มคนมีเพียงแค่บรรดานักท่องเที่ยวที่เหมือนกับผมเดินเข้าไปในลักษณะเดียวกับผมนั่นเองการเดินเข้าไปนั้นยิ่งลึกผมก็ต้องหยุดและพยายามเงียบที่สุดเพราะว่าภายในนั้นจะมีกลุ่มคนที่เข้ามาปฏิบัติธรรมนั่งอยู่อย่างเงียบจนผมไม่กล้าเสียงดังหรือแม้แต่จะหายใจแรงๆ

สำหรับวัดถ้ำเสือที่ใครต่อใครรู้จักกันเป็นอย่างดีนั้นคงจะเป็นจุดที่เอาไว้ชมวิว 360 องศาโดยมันจะอยู่สูงเจ็บมากๆของวัดแห่งนี้และการจะขึ้นไปยังจุดชมวิวนั้นจะต้องเดินทางโดยบันไดด้วย 1237 ขั้นซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดของนักเดินทางที่ต้องการมาที่แห่งนี้ซึ่งตัวผมเองนั้นก็ไม่ได้เคยขึ้นบันไดมากไปกว่า 1,000 มาก่อนผมคิดเองนะว่าหลายๆคนนั้นก็คงเดินทางไปได้เพียงแค่ครึ่งทางเพียงเท่านั้นสำหรับสิ่งที่บอกได้เป็นอย่างดีว่าการเดินทางขึ้นไปยังจุดชมวิวแห่งนี้จะต้องอาศัยเกี่ยวกับความอดทนและความพยายามเป็นอย่างมากเพราะสำหรับตัวผมเองนั้นเดินทางเพียงได้ครึ่งทางก็รู้สึกถึงอาการเมื่อยล้า

คุณเคยประสบปัญหากับการท่องเที่ยวคนเดียวหรือเปล่า

คุณนั้นเคยประสบปัญหาในการออกไปท่องเที่ยวคนเดียวแล้วคนรอบตัวคุณไม่เข้าใจหรือเปล่า หลายคนที่เป็นคนนอกในเรื่องนี้อาจจะมองว่าแบบการท่องเที่ยวสำหรับคนเดียวนั้นเป็นเรื่องแปลกอยู่นะ แต่ในความเป็นจริงแล้วถ้าคุณได้ลองเข้ามาอยู่ในโลกของการที่เป็นแบบท่องเที่ยวคนเดียวแล้ว คุณจะพบว่ายังมีอีกหลายๆคนนั้น ที่ทำการเดินทางมาท่องเที่ยวคนเดียวเหมือนเช่นดั่งกับคุณ

ซึ่งอันที่จริงแล้วสำหรับเรานั้น เรามีความคิดว่ามันดูค่อนข้างที่จะเหมือนแนวโรแมนติกดีออก สำหรับในการเดินทางออกไปท่องเที่ยวคนเดียว สำหรับในบางเวลาที่เรารู้สึกว่าเราควรที่จะลองออกไปเพื่อเป็นการค้นพบหรือค้นหาในหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่เรานั้นยังไม่เคยได้ไปสัมผัส ที่เป็นในชีวิตของเราสักครั้งหนึ่ง

ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าในการท่องเที่ยวที่เป็นแบบคนเดียวนั้นสำหรับการท่องเที่ยวมันก็จะให้อะไรที่เป็นรูปแบบที่แตกต่างจากการท่องเที่ยวที่เป็นรูปแบบในหมู่คณะหรือแบบกลุ่มซึ่งมันเป็นความรู้สึกเหมือนกับว่า เด็กคนหนึ่งที่ทำการย้ายโรงเรียนเข้ามาใหม่ โดยในวันเปิดเทอมวันแรก มันจะมีความรู้สึกที่มีความสุขและก็จะมีความรู้สึกที่เป็นการประมาท ไม่ว่าจะเป็นกี่ครั้งก็ตามที่เรามีความนึกย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น

ซึ่งทำให้เรารู้ได้ว่ามันคือก้าวสั้นๆที่เรานั้นได้ทำการก้าวออกมาจากกรอบสี่เหลี่ยมแบบเดิมๆ เล็กๆที่เราเคยอยู่ ที่เป็นความเคยชิน

สำหรับคำว่าเหงาจึงต้องออกมาเที่ยวคนเดียวเรามีความรู้สึกว่ามันไม่น่าที่จะใช่สิ่งที่ถูกและก็ไม่น่าจะใช่สิ่งที่ผิดในเวลาเดียวกัน แต่สิ่งที่เรานั้นจะได้รับในการเดินทางไปท่องเที่ยวคนเดียวนั้น ก็น่าจะเป็นความรู้สึกที่มีความกระตือรือร้น ในทุกๆครั้งที่มีการออกเดินทางไปในที่ใหม่ๆ ในแต่ละทริปมากกว่า

ซึ่งคุณอาจจะเริ่มต้นด้วยความเหงาเป็นการเริ่มต้นในการเดินทางแต่สิ่งที่คุณจะได้กลับมานั่นมันก็คือความท้าทายในการเดินทางท่องเที่ยวของคุณนั่นแหละ

บางคนอาจจะมีการหลบภัยในการท่องเที่ยว เพื่อเป็นการปิดความเหงาของคุณนั้นเอง แต่นั่นมันก็ไม่ได้หมายความว่า ในการท่องเที่ยวคนเดียวนั้นมันจะเป็นการรักษาในรูปแบบที่เป็นความเหงาของเราได้อย่างเป็นการถาวร

ดังนั้นในการท่องเที่ยวคนเดียวเราจะมีความคิดว่ามันคือคนละเรื่องกับความเหงานั่นเอง ซึ่งเรามองว่ามันคือเสน่ห์และมันเป็นการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้หรือท่องเที่ยวเพื่อความสุขในชีวิต

การท่องเที่ยวในมุมมองของเรานั้นเรามักจะอยากและต้องการเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ ดังนั้นในการท่องเที่ยวคนเดียวจึงเป็นสิ่งที่ไม่ยากสำหรับเรานั่นเอง เพราะว่าสิ่งที่คุณยังไม่รู้จักที่อยู่บนโลกใบนี้นั้น ยังมีอีกอยู่มากมายเพื่อให้เราได้เดินทางไปสัมผัสกับมัน

แหล่งชอปปิ้งสยามพารากอน

อควาเรี่ยมใจกลางกรุงเทพแหล่งชอปปิ้งสยามพารากอน

ใครๆก็คงจะเคยไปเที่ยวสวนสัตว์ธรรมดาธรรมดากันบ้างแล้วคราวนี้เรามาดูสวนสัตว์สำหรับสัตว์น้ำกันบ้างดีกว่าหรือที่เรียกว่าอควาเรียมนั่นเองค่ะใครที่อยากไปสวนสัตว์สำหรับสัตว์น้ำแต่ไม่ต้องการที่จะเดินทางไกลก็แค่ขับรถหรือนั่งรถไฟฟ้าไปที่สยามพารากอนแค่ไปที่นี่คุณก็สามารถที่จะพบกับสัตว์น้ำหลายๆนานาชนิดอควาเรียมที่สยามพารากอนแห่งนี้อยู่ที่ชั้นล่างสุดและวันนี้ทางเว็บ rb88  ของเราจะมาเล่าถึงประสบการณ์การเที่ยวอควาเรียมของฉันค่ะเรามาดูกันว่าจะมีอะไรกันบ้าง

ในอควาเรียมที่สยามพารากอน มาถึงเราก็ต้องทำการซื้อตั๋วให้สำหรับจำนวนคนที่เราจะเข้ามาราคาตั๋วก็ถือว่าไม่แพงมากแล้วก็เรียกได้ว่าไม่ถูกและไม่แพงดังนั้นก็คือราคาปานกลางพอดีพอดีคนซื้อได้หลังจากที่ทำการซื้อตั๋วเข้าอควาเรียมเสร็จเราก็เดินทางเข้าไปในอควาเรียมเลยที่ฉันเห็นในการเดินเข้าไปก็คือเหล้าม้าน้ำตัวเล็กๆทั้งหลายอยู่ในตู้หลายๆตู้หลายๆนานาชนิดวางเรียงรายกันเต็มไปหมด

จนฉันเลือกดูไม่ได้ก็จะเลือกดูอันไหนก่อนดีตัวสวยๆน่ารักๆทั้งนั้นหลังจากที่ฉันดูม้าน้ำครบทุกสายพันธุ์ครบทุกตัวฉันก็เดินต่อไปและพบกับปลาหมึกยักษ์ในตอนแรกฉันมองไม่เห็นแต่อ่านป้ายก็เห็นว่ามันคือตู้ของปลาหมึกยักษ์อยากให้ป้ายังบอกว่าปลาหมึกยักษ์ตัวนี้สามารถอำพรางตัวได้เก่งมากฉันน้องสาวและพ่อแม่ของฉัน

ซึ่งกวาดสายตามองหาปลาหมึกพวกตู้ของปลาหมึกยักษ์เมื่อมองไปสักพักก็พบว่าปลาหมึกยักษ์กำลังแสงตัวอยู่ตรงซากเรือของเล่นนั่นเอง หลังจากที่เราดูการยักจนพอใจแล้วเราก็เดินต่อไป หลังจากนั้นเราก็พบกับตู้ปลาตู้หนึ่งในตอนแรกเราไม่เห็นอะไรแต่เมื่ออ่านป้ายก็เห็นว่าเจ้าของตู้แห่งนี้ก็คือปลายนั่นเองค่ะ

ฉันน้องสาวและครอบครัวของฉันก็กวาดสายตามองหาอีกครั้งและน้องสาวฉันก็ตะโกนขึ้นมาว่าเจอแล้วจากนั้นเราก็หินตาหินอยู่ตรงนั้นกำลังแหวกว่ายอยู่พวกเราชอบใจมากแต่ก็รู้สึกว่ามันเหมือนกับหินจริงๆหลังจากที่เราดูปลาหินจนพอใจเราก็ไปดูอย่างอื่นต่อนอกจากเราจะเดินดูสัตว์ใต้น้ำนานาชนิดแล้วที่นี่ก็มีกิจกรรมอีกกิจกรรมหนึ่งคือการที่พนักงานแจกให้ตอนซื้อตั๋วให้เราตรงจุดตามชั้นต่างๆของแต่ละโซนเมื่อตอนแสตมป์ครบถ้าโชคดีจะลุ้นได้ของรางวัลกลับมาดูว่าเราจะไรบ้างดีกว่า หลังจากนั้นเมื่อเราเดินมาสักพักเราก็เห็นสะพานมองไปที่สะพานไม้มองไปข้างล่างก็จะพบว่ามีฉลามหลายตัวว่ายอยู่ด้านล่าง

เราตกใจมากจึงรีบพากันเดินต่อไปเมื่อมาถึงก็มีเรื่องให้เราต้องใจอีกครั้งก็คือมีงูอยู่ในตู้เย็นตรงหน้าเราพวกเราตกใจมากหลังจากนั้นเมื่อเดินไปสักพักเราก็พบกับโซนขายกับข้าวแต่ก็ไม่รู้ว่ากับข้าวที่นี่อร่อยไหมนะคะเพราะว่าไม่ได้ชิมกลับมาเข้าเรื่องหลังจากนั้นเมื่อเราเดินต่อไปเราก็พบกับอุโมงค์ซึ่งในอุโมงค์นั้นจะมีฉลามแบบว่าอยู่เต็มไปหมด

ซึ่งจะมีฉลามหลายๆนานาชนิดยกตัวอย่างเช่นฉลามหัวค้อนและฉลามธรรมดาได้ยังมีฉลามอีกหลายสายพันธุ์สำหรับใครที่อยากจะเซฟเงินก็แค่ดูฉลามที่ใต้อุโมงก็ได้ค่ะแต่ถ้าเกิดว่าใครต้องการสัมผัสบรรยากาศใกล้ชิดกับฉลามมากกว่านั้นก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อที่จะนั่งเรือตรงที่มีฉลามในวันนั้นเราต้องการที่จะใกล้ชิดกับฉลามฉันขอร้องให้พ่อจ่ายเงินให้เราไปดูสนามอย่างใกล้ชิดซึ่งพ่อก็ตกลงพี่จะจ่ายเงินให้หลังจากนั้นทั้งครอบครัวก็เลยนั่งเรือ

ซึ่งก็พบว่ามีฉลามหลายๆน่าชนิดอยู่ตรงนั้นจะมองไปใจก็กลัวไปแต่ก็รู้สึกสนุกดี และก่อนที่เราจะออกจากอควาเรี่ยมเราก็แวะไปดูโชว์ฉลามคือจะมีพนัะกงานคนหนึ่งเข้าไปในบ่อหรือที่เรียกว่าตู้ฉลามและพนักงานคนนั้นก็ให้อาหารฉลามแบบไม่กลัวเลยสักนิดเวลาที่ฉลามมาใกล้ๆและหลังจากนั้นสุดท้ายเราก็ไปดูแพนกวินที่แสนจะน่ารักเหล่าแพนกวินว่ายน้ำในตุ็ปลายักษ์อย่างมีความสุขพร้อมกับจับปลากินเราได้ดห็นตอนที่แพนกวินคลอดลูกและได้เห็นไข่ของแพนกวินหลังจาดนั้นพวรเราก็กลับบ้านไปพร้อมกับความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับสัตว์น้ำ ลองไปดูกันนะคะ